News

บาดแผลในซองของขวัญ: ความลำเอียงของป้าจอมหยิ่งยโส

และจุดจบแห่งความพินาศที่ต้องจดจำไปจนวันตาย

คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล ‘วิจิตรธรรมรงค์’ อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นอายของความหรูหรา งานรวมญาติประจำปีที่ทุกคนรอคอยถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางญาติพี่น้องที่แต่งตัวประชันกันด้วยเครื่องเพชรและแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า

ศูนย์กลางของงานในวันนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘คุณป้าศรีอนงค์’ พี่สาวคนโตของตระกูล ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นนางพญาและคอยกดหัวญาติคนอื่นๆ ที่มีฐานะด้อยกว่า เธอสวมสร้อยเพชรเม็ดเป้ง นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ราวกับราชินีที่กำลังรอรับการสวามิภักดิ์

ฉัน ‘พิมพ์ดาว’ นั่งอยู่มุมเงียบๆ ของห้องพร้อมกับ ‘น้องพีท’ ลูกชายวัยเจ็ดขวบของฉันที่สวมชุดสูทตัวเก่งที่ฉันรีดให้อย่างตั้งใจ ฉันเป็นหลานสาวที่ศรีอนงค์เกลียดชังที่สุด เพียงเพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันปฏิเสธการคลุมถุงชนกับลูกชายรัฐมนตรีที่เธอหามาให้ และเลือกที่จะแต่งงานกับ ‘กฤตย์’ ผู้ชายธรรมดาที่เธอตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้กระจอก’

“มาๆ เด็กๆ มารับของขวัญจากป้าเร็วเข้า!” เสียงแหลมปรี๊ดของศรีอนงค์ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง

เด็กๆ ลูกหลานของญาติสายรวยต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหา ศรีอนงค์หยิบซองสีทองปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าแอร์เมส เธอแจกซองเหล่านั้นให้เด็กๆ ทีละคนด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง

“นี่ของหนูจ้ะลูก เอาไปซื้อของเล่นนะ ซองละสองหมื่นบาท ป้าให้พิเศษเลย”

เสียงฮือฮาและเสียงขอบคุณเจื้อยแจ้วดังขึ้น ญาติๆ ต่างพากันประจบสอพลอและสรรเสริญความใจป้ำของศรีอนงค์ น้องพีทมองเพื่อนๆ พี่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันแกะซองเห็นแบงก์พันปึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น เด็กน้อยหันมามองหน้าฉัน ฉันจึงพยักหน้าให้ลูกเดินเข้าไปต่อแถวเพื่อรับพรจากผู้ใหญ่ตามมารยาท

แต่เมื่อน้องพีทเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคุณป้าศรีอนงค์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับหุบลงทันที เธอปรายตามองหลานชายตัวเล็กๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม

มือที่สวมแหวนเพชรล้วงเข้าไปในกระเป๋า แต่แทนที่จะหยิบซองสีทอง เธอกลับหยิบ ‘เหรียญสิบบาท’ สองเหรียญออกมา แล้วโยนแหมะลงบนฝ่ามือเล็กๆ ของน้องพีท

“นี่สำหรับแก… ยี่สิบบาทก็พอแล้วมั้ง สำหรับลูกของนังพิมพ์ดาวกับไอ้ผัวกระจอกนั่น ได้แค่นี้ก็บุญหัวแล้ว จำไว้นะ ว่าคนชั้นต่ำอย่างพวกแก ไม่มีวันได้จับเงินหมื่นเงินแสนของฉันหรอก!”

บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ญาติพี่น้องหลายคนพยายามกลั้นขบขัน ในขณะที่บางคนเบือนหน้าหนี น้องพีทกำเหรียญยี่สิบบาทไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า เด็กน้อยวิ่งกลับมาซุกหน้าลงกับตักของฉันแล้วร้องไห้ออกมาเงียบๆ

ความโกรธแล่นริ้วขึ้นเป็นริ้วๆ ในอก แต่ฉันไม่ได้โวยวาย ฉันลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนโยนแล้วกระซิบ “ไม่เป็นไรลูก เงินของเขา ไม่ได้กำหนดคุณค่าในตัวหนูเลย”

ฉันลุกขึ้นยืน จูงมือน้องพีทเดินตรงไปที่โซฟากำมะหยี่ ศรีอนงค์เชิดหน้าขึ้น กระตุกยิ้มเยาะ “ทำไม? จะมาเรียกร้องความยุติธรรมงั้นเหรอ? แกมันก็แค่พวกกาฝากในตระกูล ฉันจะให้อะไรลูกแกมันก็สิทธิ์ของฉัน!”

ฉันยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ

“พิมพ์ไม่ได้มาทวงเงินสองหมื่นหรอกค่ะคุณป้า… พิมพ์แค่อยากจะมาบอกว่า ซองเงินสองหมื่นที่คุณป้าเพิ่งแจกไปน่ะ เก็บไว้จ่าย ‘ดอกเบี้ย’ ที่ค้างธนาคารมาสามเดือนจะดีกว่าไหมคะ?”

คำพูดของฉันเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางคฤหาสน์ ศรีอนงค์หน้าซีดเผือด “กะ… แกพูดเรื่องบ้าอะไร นังเด็กเมื่อวานซืน!”

“อ้าว… คุณป้ายังไม่ได้บอกญาติๆ เหรอคะ?” ฉันแสร้งทำตาโต หันไปมองญาติพี่น้องที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก “ว่าธุรกิจโรงแรมของคุณป้าล้มละลายมาเป็นปีแล้ว และคฤหาสน์หลังนี้… ก็กำลังจะถูกธนาคารยึดในวันพรุ่งนี้ เพชรที่ใส่อยู่ก็เป็นของปลอม ส่วนเงินสองหมื่นที่เอามาแจกเด็กๆ ก็ไปกู้นอกระบบมาเพื่อสร้างภาพบังหน้า!”

“แกตอแหล! แกเอาอะไรมาพูด!” ศรีอนงค์กรีดร้องลั่น ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทา

“ผมมีหลักฐานทุกอย่างครับ”

เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากทางประตูใหญ่ ทุกสายตาหันไปมอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษเดินก้าวเข้ามาในงาน ด้านหลังของเขามีทีมทนายความและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารเดินตามมาติดๆ

เขาคือ ‘กฤตย์’ สามีที่ศรีอนงค์ตราหน้าว่าเป็นไอ้กระจอกเมื่อเจ็ดปีก่อน!

“กฤตย์… แกมาทำอะไรที่นี่! รปภ.! ลากไอ้บ้านนอกนี่ออกไป!” ศรีอนงค์ตวาดเสียงหลง

แต่ไม่มีใครขยับ เจ้าหน้าที่ธนาคารระดับสูงก้าวขึ้นมาด้านหน้าแล้วโค้งคำนับให้สามีของฉัน ก่อนจะหันไปหาศรีอนงค์

“คุณศรีอนงค์ครับ กรุณาให้เกียรติ ท่านประธานกฤตย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของธนาคารเราด้วยครับ… และท่านยังเป็น ‘ผู้ประมูล’ ซื้อหนี้สินทั้งหมดของคุณจากกรมบังคับคดีเรียบร้อยแล้วด้วย”

ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้ญาติพี่น้องทั้งงานช็อกจนอ้าปากค้าง ศรีอนงค์เข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมกำมะหยี่ราวกับคนไร้กระดูก

ผู้ชายที่เธอเคยดูถูก บัดนี้คือมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการการเงิน ผู้กุมชะตาชีวิตและทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเธอเอาไว้ในกำมือ!

กฤตย์เดินเข้ามาโอบไหล่ฉันและอุ้มน้องพีทขึ้นมาแนบอก เขาปรายตามองผู้หญิงที่กำลังนั่งสั่นอยู่แทบเท้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“ผมปล่อยให้คุณดูถูกภรรยาและลูกของผมมานานเกินไปแล้วครับคุณศรีอนงค์” กฤตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เงินสองหมื่นที่คุณแจกหลานคนอื่นเพื่อเหยียบย่ำลูกผม… มันเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าของคฤหาสน์หลังนี้ที่คุณกำลังจะสูญเสียมันไป”

กฤตย์พยักหน้าให้ทนายความ ทนายความจึงยื่นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์และหมายศาลขับไล่ให้ศรีอนงค์

“คฤหาสน์หลังนี้ ธุรกิจทุกอย่าง และที่ดินทุกแปลงของคุณ ตอนนี้เป็นชื่อของ ‘พิมพ์ดาว’ ภรรยาของผมแต่เพียงผู้เดียว… กรุณาเก็บของและย้ายออกไปภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยครับ อ้อ… แล้วอย่าลืมเอาเหรียญยี่สิบบาทที่คุณให้ลูกผมคืนไปด้วยล่ะ เผื่อจะได้เอาไว้หยอดตู้โทรศัพท์หาที่ซุกหัวนอนคืนนี้”

ฉันหยิบเหรียญยี่สิบบาทนั้น โยนลงไปบนตักของศรีอนงค์ที่กำลังนั่งร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาแห่งความอับอายและสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่นของเธอ ญาติพี่น้องที่เคยประจบสอพลอต่างถอยห่างราวกับเธอเป็นตัวเสนียดจัญไร ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะยื่นมือเข้าไปช่วย

ฉันมองภาพความพินาศของคนตรงหน้าด้วยความสมเพช ความเย่อหยิ่งและความลำเอียงที่เธอใช้ทำร้ายคนอื่นมาตลอดชีวิต บัดนี้มันได้ย้อนกลับมาทำลายตัวเธอเองอย่างสมบูรณ์แบบ

การรวมญาติครั้งนี้จบลงด้วยการเดินออกไปอย่างสง่างามของครอบครัวเรา ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นไห้และบาดแผลแห่งความอัปยศ ที่ป้าจอมหยิ่งยโสคนนี้จะต้องจดจำไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!